นโยบายของรัฐบาล 11 ด้าน
ประกอบด้วย
1. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยจะใช้มาตรการทางกฎหมายมาตรการทางสังคมจิตวิทยา
และมาตรการทางระบบสื่อสารและ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการด าเนินการกับผู้คะนองปาก
ย่ามใจหรือประสงค์ร้าย
มุ่งสั่นคลอนสถาบันหลักของ
ชาติ โดยไม่ค
านึงถึงความรู้สึกและความผูกพันภักดีของคนอีกเป็นจ านวนมาก
ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ความ
เข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน
ทั้งจะ
สนับสนุนโครงการทั้งหลายอันเนื่องมาจากพระราชด าริ
ตลอดจนเร่งขยายผลตามโครงการและแบบอย่างที่ทรง
วางรากฐานไว้ให้แพร่หลายและเกิดประโยชน์ในวงกว้าง
2. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ
2.1 ระยะเร่งด่วน
รัฐบาลได้ให้ความส าคัญต่อการเตรียมพร้อมสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนในกิจการ 5 ด้าน
ประกอบด้วย
-การบริหารจัดการชายแดน
-การสร้างความมั่นคงทางทะเล
-การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
-การสร้างความไว้วางใจกับประเทศเพื่อนบ้าน
-การเสริมสร้างในการปฏิบัติการทางการทหารร่วมกันของอาเซียน
โดยเน้นความร่วมมือเพื่อป้องกัน
แก้ไขข้อพิพาทต่าง ๆ
รวมถึงการแก้ไขปัญหาเส้นเขตแดนโดยใช้กลไกระดับทวิภาคีและพหุภาคี
2.2 เร่งแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยนำยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนามาใช้ตามแนวทางกัลยาณมิตรแบบสันติวิธี
พร้อมส่งเสริมการพูดคุยสันติสุขกับผู้มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ
และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนโดยไม่เลือก
ปฏิบัติ
ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่
ทั้งจะเพิ่มระดับปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศที่อาจช่วยคลี่คลายปัญหาได้
2.3 พัฒนาและเสริมสร้างของกองทัพและระบบป้องกันประเทศให้ทันสมัย
มีความพร้อมในการรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ ปลอดพ้นจากการคุกคามทุกรูปแบบ
ส่งเสริมและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อน าไปสู่การพึ่งพาตนเองในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์
รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้
2.4 เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศบนหลักการที่ว่านโยบายการต่างประเทศเป็นส่วนประกอบส
าคัญของนโยบายองค์รวมทั้งหมดในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าในด้านการเมือง
เศรษฐกิจหรือสังคม โดยจะน
ากลไกทางการทูตแบบบูรณาการมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม
3. การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ
3.1 ในระยะเฉพาะหน้า
จะเร่งสร้างโอกาส อาชีพ และการมีรายได้ที่มั่นคงแก่ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยให้แรงงานทั้งระบบมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในทุกระดับอย่างมีมาตรฐาน
3.2 ป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์
รวมถึงปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง การทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ
การท่องเที่ยวที่เน้นบริการทางเพศและเด็ก และปัญหาคนขอทาน ด้วยการปรับปรุงกฎหมายข้อบังคับที่จ
าเป็นและเพิ่มความเข้มงวดในการระวังตรวจสอบ
3.3 ในระยะต่อไป จะพัฒนาระบบการคุ้มครองทางสังคม
ระบบการออมและระบบสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
รวมทั้งการดูแลให้มีระบบการกู้ยืมที่เป็นธรรมและการสงเคราะห์ผู้ยากไร้อัตภาพ
พัฒนาศักยภาพ คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิจัดสวัสดิการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส
ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สตรีและเด็ก
3.4 เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการมีเงินหรือกิจกรรมที่เหมาะสม
เพื่อสร้างสรรค์และไม่ก่อภาระต่อสังคมในอนาคต โดยจัดเตรียมระบบการดูแลในบ้าน
สถานพักฟื้น และโรงพยาบาล
ที่เป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และครอบครัว รวมทั้งพัฒนาระบบการเงินการคลังส
าหรับการดูแลผู้สูงอายุ
3.5 เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมที่มีความหลากหลาย
3.6 จัดระเบียบสังคม
สร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนทั่วไป
โดยใช้ค่านิยมหลัก 12 ประการ
ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ได้ประกาศไว้แล้ว
3.7 แก้ปัญหาการไร้ที่ดินท
ากินของเกษตรกรและการรุกล้ าเขตป่าสงวน โดยการกระจายสิทธิการถือครองให้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รุกล้
าและออกมาตรการป้องกันการเปลี่ยนมือไปอยู่ในครอบครองของผู้ที่มิใช่เกษตรกร
ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมส ารวจและวิธีการแผนที่ที่ทันสมัย
แก้ไขปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจน
4. การศึกษาและเรียนรู้
การทะนุบ้ารุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
4.1 จัดให้มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้
โดยให้ความส าคัญทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษาทางเลือกไปพร้อมกัน
เพื่อสร้างคุณภาพของคนไทยให้สามารถเรียนรู้ พัฒนาตนได้เต็มตามศักยภาพ เพื่อลดความเหลื่อมล้ า และพัฒนาก
าลังคนให้เป็นที่ต้องการเหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ
4.2 ในระยะเฉพาะหน้า
จะปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาให้สอดคล้องกับความจำเป็นของผู้เรียนและลักษณะพื้นที่ของสถานศึกษา
จัดระบบการสนับสนุนให้เยาวชนและประชาชน
ทั่วไปมีสิทธิเลือกรับบริการการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน
โดยอาจจะพิจารณาจัดให้มีคูปอง
การศึกษาเป็นแนวทางหนึ่ง
4.3 ให้องค์กรภาคประชาสังคม
ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปมีโอกาสร่วมจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและทั่วถึง
และร่วมในการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้
4.4 พัฒนาระบบการผลิดและพัฒนาครูที่มีคุณภาพและมีจิตวิญญาณของความเป็นครู
เน้นครูผู้สอนให้มีวุฒิตรงตามวิชาที่สอน น
าเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยครูหรือเพื่อการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
4.5 ทะนุบ
ารุงและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ สนับสนุนให้องค์กรทางศาสนามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม
จริยธรรม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างสันติสุขและความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน
5. การยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน
5.1 วางรากฐานให้ระบบหลักประกันสุขภาพให้มีความครอบคลุมประชากรในทุกภาคส่วนอย่างมีคุณภาพโดยไม่มีความเหลื่อมล้
าของคุณภาพบริการในแต่ละระบบ และบูรณาการข้อมูลระหว่างทุกระบบหลักประกันสุขภาพ
5.2 พัฒนาระบบบริหารสุขภาพ
โดยเน้นการป้องกันโรคมากกว่ารอให้ป่วยแล้วจึงมารักษา สร้างกลไกจัดการสุขภาพในระดับเขตแทนการกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง
ปรับระบบการจ้างงาน การกระจายบุคลากรและทรัพยากรสาธารณสุขให้เหมาะสมกับท้องถิ่น
5.3 ประสานการท
างานระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น
และปัญหาด้านการแพทย์และจริยธรรมของการอุ้มบุญ การปลูกถ่ายอวัยวะและสเต็มเซลล์
โดยจัดให้มีมาตรการและกฎหมายที่รัดกุม
6. การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลจะด าเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็น 3 ระยะ
คือ ระยะเร่งด่วนที่ต้องด าเนินการทันที ระยะต่อไปที่ต้องแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่ค้างคาอยู่ และระยะยาวที่ต้อวางรากฐานเพื่อความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ดังนี้
6.1 ในระยะเร่งด่วน
เร่งจ่ายงบลงทุนของปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
ที่ยังค้างอยู่ก่อนที่จะพ้นก าหนดภายในสิ้นปีนี้
6.2 สานต่อนโยบายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ได้จัดท
าไว้ โดยน
าหลักการส าคัญของการจัดท างบประมาณรายจ่ายประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ที่ให้ความส
าคัญในการบูรณาการงบประมาณ และความพร้อมในการด าเนินงานร่วมน
าแหล่งเงินอื่นมาประกอบการพิจารณาด้วย
ทบทวนภารกิจที่มีลักษณะไม่ยั่งยืนหรือสร้างภาระหนี้สาธารณะของประเทศเกินความจำเป็น
และแสดงรายการลงทุนในระดับจังหวัดเพื่อความโปร่งใส เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ
6.3 กระตุ้นการลงทุนด้ายการเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
ซึ่งนักลงทุนยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนไว้แล้วให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และน
าโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภทที่มีผลตอบแทนดี
6.4 ดูแลเกษตรให้มีรายได้ที่เหมาะสมด้วยวิธีการต่าง
ๆ เช่น ลดตุ้นการผลิต การช่วยเหลือในเรื่องปัจจัยการผลิตอย่างทั่วถึง
6.5 ลดอุปสรรคในการส่งออกเพื่อให้เกิดความคล่องตัว
เช่น ปรับปรุงวิธีการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าและมาตรฐานการผลิตระดับไร่นา เป็นต้น
6.6 ชักจูงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย
โดยพิจารณามาตรการลดผลกระทบจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ที่มีต่อการท่องเที่ยวในโอกาสแรกที่จะทำได้
6.7 ในระยะยาวต่อไป
ประสานนโยบายการเงินและการคลังให้สอดคล้องกันเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพของราคาอย่างเหมาะสม
6.8 แก้ปัญหาน้
าท่วมในฤดูฝนและปัญหาขาดแคลนน้ าในบางพื้นที่และบางฤดูกาล โดยระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออกไม่ให้เกิดน้
าท่วมรุนแรงดังเช่นปี 2554
ส่วนภาวะภัยแล้งนั้นรัฐบาลจะเร่งดำเนินการสร้างแหล่งน้
าขนาดเล็กให้กระจายครอบคลุม ซึ่งจะสามารถท าได้ในเวลาประมาณ 1 ปี
6.9 ปฏิรูปโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงประเภทต่าง
ๆ ให้สอดคล้องกับต้นทุนและให้มีภาระภาษีที่เหมาะสมระหว่างน้
ามันต่างชนิดและผู้ใช้ต่างประเภท รวมถึงการด าเนินการให้มีการส ารวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและน้
ามันดิบรอบใหม่ทั้งในทะเลและบนบก และด าเนินการให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชน
ด้วยวิธีการเปิดเผย โปร่งใส และเป็นมิตรต่อสภาวะแวดล้อม พร้อมกับร่วมมือกับ
ประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาพลังงาน
6.10 ปรับปรุงวิธีการจัดเก็บภาษีให้จัดเก็บอย่างครบถ้วน
โดยปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้คงภาษีเงินได้ไว้ในระดับปัจจุบัน
ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล แต่ปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีทางด้านการค้าและขยายรากฐานการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่
ซึ่งจะจัดเก็บจากทรัพย์สิน เช่น ภาษีมรดก ภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
โดยให้มีผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยให้น้อยที่สุดรวมทั้งปรับปรุงการลดหย่อนภาษีเงินได้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้มีรายได้น้อย
และยกเลิกการยกเว้นภาษีประเภทที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ที่มีฐานะการเงินดี
เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น
6.11 บริหารจัดการหนี้ภาครัฐที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา
ซึ่งจ านวนสูงมากกว่า 700,000 ล้านบาท และเป็นภาระงบประมาณใน 5 ปีข้างหน้า
อันจะทำให้เหลืองบประมาณเพื่อการลงทุนพัฒนาประเทศน้อยลง
โดยประมวลหนี้เหล่านี้ให้ครบถ้วน หาแหล่งเงินระยะยาวมาสะสางหนี้ทั้งหมด
และยืดระยะเวลาชำระ
คืนให้นานที่สุดเพื่อลดภาระของงบประมาณในอนาคต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น